วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2559


มะละกอ

ชื่อวิทยาศาสตร์: Carica papaya L.
ชื่อสามัญ: Papaya, Melan Tree, Paw Paw
ชื่ออื่น: ก้วยลา (ยะลา), แตงต้น (สตูล), มะก้วยเทศ (ภาคเหนือ), มะเต๊ะ (มาเลย์-ปัตตานี), ลอกอ (ภาคใต้), บักหุ่ง (นครพนม-เลย)
วงศ์: CARICACEAE 

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

        ไม้ล้มลุกอายุหลายปีขนาดใหญ่ อายุหลายปี สูง 2-8 ม. ลำต้นตั้งตรงมักไม่แตกกิ่ง ไม่มีแก่น ต้นอวบน้ำ มีรอยแผลเป็นของก้านใบที่หลุดร่วงไป มีน้ำยางสีขาวทั่วลำต้น




         ใบ ใบเรียงสลับรอบต้นบริเวณยอด ใบเดี่ยว รูปฝ่ามือกว้าง ยาว 25-60 ซม. โคนใบเว้า ปลายใบแหลม ขอบใบหยักเว้าเป็นแฉกลึก 7-11 แฉก และจักฟันเลื่อย ก้านใบยาว 25-90 ซม. เป็นท่อกลวงยาว






         ดอก ดอกช่อสีขาวนวล มีกลิ่นหอม ออกที่ซอกใบ มีทั้งดอกสมบูรณ์เพศและดอกแยกเพศ ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อ ก้านช่อดอกยาว กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว 1.5-2.5 ซม. ปลายแยกเป็น 5 กลีบ เมื่อบานเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5-2.5 ซม. เกสรเพศผู้มี 10 อัน ดอกเพศเมียและดอกสมบูรณ์เพศออกเดี่ยวหรือ 2-3 ดอก กลีบดอก 5 กลีบ ดอกมีขนาดใหญ่กว่าดอกเพศผู้ 

         ผล ผลเป็นผลสดรูปยาวรี ปลายแหลม ผลดิบมีเนื้อสีขาวอมเขียว ผลสุกมีเนื้อสีแดงส้ม เนื้อหนาอ่อนนุ่ม รสหวาน มีเมล็ดมาก รูปไข่สีน้ำตาลดำ ผิวขรุขระ  มีถุงเมือกหุ้ม




        สรรพคุณทางยา

           มะละกอมีคุณค่าด้านสมุนไพรมากมายแทบทุกส่วนของพืชชนิดนี้ เช่น
          ยาง แก้ปวดฟัน ถ่ายพยาธิไส้เดือน กัดหูด ใช้ลบรอยฝ้าบนใบหน้า
          ราก ต้มกินขับปัสสาวะ
         เมล็ดแก่ ถ่ายพยาธิ แก้กระหายน้ำ
         ใบ บำรุงหัวใจ
         ผลดิบ เป็นยาระบายอ่อนๆ ขับปัสสาวะ
         ผลสุก บำรุงธาตุ แก้ธาตุไม่ปกติ แก้กระเพาะอาหารอักเสบ ช่วยย่อยอาหาร เป็นยาระบายอ่อนๆ
ในสมัยก่อนหมอดูมักใช้กระดานหมอดู ที่ทำจากเปลือกมะละกอโดยการทุบเปลือกแยกเนื้อออกจนหมด เหลือแต่เส้นใยแล้วลงรักและเขม่าจนแข็งดำ ตากให้แห้ง ก็จะได้แผ่นกระดานดำที่เบาและทนทานมาก


สูตรน้ำมะละกอปั่น

1. เนื้อมะละกอสุกหั่นเป็นชิ้นๆ 1 ถ้วย
2. น้ำเย็น 1/2 ถ้วย
3. น้ำแข็ง 1/2 ถ้วย
4. น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
5. น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
6. เกลือป่น 1 หยิบมือ
7. มะนาวฝานบางๆ (ตกแต่ง)
8. ใบสะระแหน่ (ตกแต่ง)

วิธีทำ
1. ปอกเปลือกมะละกออย่าปอกกินเนื้อมะละกอจนเกินไป เพราะเนื้อส่วนใต้เปลือกมะละกอมีประโยชน์ต่อร่างกาย แล้วจึงหั่นเนื้อมะละกอเป็นชิ้นเล็กๆ ใช้เนื้อประมาณ 1 ถ้วย
2. ใส่น้ำแข็ง เนื้อมะละกอ น้ำเย็น น้ำมะนาว น้ำผึ้ง เกลือป่นลงในโถปั่น ปั่นจนเนื้อเนียนละเอียดเข้ากัน
3. เทเครื่องดื่มใส่แก้วที่เตรียมไว้ ตกแต่งด้วยมะนาวฝานบางๆกับใบสะระแหน่

สูตรทำน้ำมะละกอได้มาจาก http://th.openrice.com


วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2559



ตั้งโอ๋ 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Chrysanthemum coronarium L..var. spatiosum Bailey
ชื่อสามัญ GARLAND CHRYSANTHEMUM
วงค์ Asteraceae(Compositae - Composite family)
อันดับ Asterales...
ชนิดของผัก ผักฤดูเดียว (annual crop)



         ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

          ตังโอ๋เป็นผักของเอเซีย  เป็นพืชตระกูลเดียวกันกับดอกเบญจมาศและเก็กฮวย มีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Chrysanthemum coronarium  ซึ่งเป็นพืชที่กินได้ทั้งใบและดอก  แต่ดูเหมือนว่าบ้านเรานิยมกินแต่ใบของมัน
                ตังโอ๋มี 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือชนิดต้นเล็ก ใบค่อนข้างหยิกกว่า ซึ่งเป็นตังโอ๋พื้นบ้าน กลิ่นแรงกว่า และมีประโยชน์ทางยามากกว่า  อีกชนิดหนึ่งต้นใหญ่กว่าและใบกว้างกว่า และออกจะมีลักษณะมน ๆ   แต่ก็ยังมีอีกหลากหลายพันธุ์ที่มีลักษณะแตกต่างกันไปเล็ก ๆ น้อย ๆ
                ในญี่ปุ่นและจีนถือกันว่า ตังโอ๋เป็นผักฤดูหนาว เพราะในหน้าหนาวคนที่นั่นไม่ค่อยจะมีผักกิน ตังโอ๋มีชื่อเรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า Shungiku หรือที่ฝรั่งรู้จักกันในชื่อของ garland chrysanthemum  ญี่ปุ่นใช้ตังโอ๋เป็นเครื่องปรุงหลักของสุกียากี้  หากขาดตังโอ๋  สุกี้ก็จะไม่เป็นสุกี้แบบญี่ปุ่น


สรรพคุณทางยา

         ช่วยแก้ร้อนใน มีวิตามินซีและแคลเซียมสูง หมอยาจีนถือว่าตังโอ๋จะช่วยเสริมการทำงานของม้าม เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกระเพาะอาหาร กำจัดความชื้น ปรับการทำงานของปอด จึงใช้ในการรักษาเสมหะที่เกิดจากความชื้น แก้อาการไอ มีเสมหะมาก เสมหะสีขาว แก้สะอึก เจ็บหน้าอก รวมทั้งแก้อาการปวดศีรษะและเวียนศีรษะ ที่สำคัญคนจีนถือว่าตังโอ๋สามารถใช้ในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกายได้ดี 
         ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์พบว่าตังโอ๋ อุดมด้วยวิตามินบี2 วิตามินซี แคลเซียม ธาตุเหล็ก ไลซีน มีโพแทสเซียมสูง มีเบต้าแคโรทีนสูงกว่าผักปวยเล้ง (Spinach) หากกินสด ๆ จะได้สารต้านอนุมูลอิสระมากกว่ากินสุก ซึ่งนี่เองน่าจะเป็นสาเหตุที่สามารถใช้ตังโอ๋ในการป้องกันและต้านมะเร็งได้






ถั่วงอก

ชื่อวิทยาศาสตร์    Vigna radiata (L.)
วงศ์                  Fabaceae
ชื่อสามัญ          mungbean seedling






ถั่วงอก คือ ต้นถั่วที่มีรากงอกมาจากเมล็ดถั่ว
ดำ,ถั่วเขียว, ถั่วลันเตา และถั่วเหลือง 
(ถั่วงอกหัวโต)จัดว่าเป็นผักชนิดหนึ่ง (ผักที่
หลาย ๆ คนอาจจะไม่ชอบกินและมักจะเขี่ย
ทิ้ง เพราะมีกลิ่นเฝื่อนและมีรสฝาดเฉพาะตัว) 
ซึ่งถั่วงอกที่เพาะมาจากถั่วดำหรือถั่วเขียว
จะมีวิตามินและเกลือแร่สูง ส่วนถั่วงอกที่
เพาะมาจากถั่วเหลืองจะมีโปรตีนและไขมัน
สูง ซึ่งประเทศแรกของโลกที่มีการเพาะถั่ว
งอกหัวโตก็คือประเทศจีน

        สรรพคุณทางยา

       ช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน หรือโรคลักปิดลักเปิด ช่วยในการขับเสม
หะ ทำให้ปอดโล่ง ซึ่งการรับประทานถั่วงอกก่อนมีประจำเดือนจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความ
ผิดปกติของประจำเดือนได้ ช่วยลดและกำจัดของเสียหรือสิ่งตกค้างในร่างกายได้เป็นผักที่
เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนักเป็นพิเศษ 
เนื่องจากถั่วงอกมีน้ำตาลน้อยมาก



ขึ้นฉ่าย

ชื่อสามัญ : Celery
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Apium grsveolens Linn.
ชื่ออื่น : ภาคเหนือเรียกว่า ผักข้าวปืน ผั กปืม จีนแต้จิ๋วเรียกว่า ขึ่งฉ่าย ฮั่งขึ่น
ถิ่นกำเนิด : ภาคเหนือเรียกว่า ผักข้าวปืน ผั กปืม จีนแต้จิ๋วเรียกว่า ขึ่งฉ่าย ฮั่งขึ่น
ฤดูกาล : ตลอดปี


         ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ 

         เป็นพืชล้มลุก มีกลิ่นหอมฉุนเฉพาะตัว ลำต้นและใบคล่ายผักชีแต่ใบใหญ่กว่า มี 2 ชนิด คือขึ้นช่าย ฝรั่งและขึ่นช่ายจีน 


     
       สรรพคุณทางยา 

       ต้นและใบ มีน้ำมันหอมระเหยและมีกลัยโคไซด์อะปิอิน ให้ประโยชน์ทางด้านการรักษาบำบัดดังนี้ น้ำมันหอมระเหย ช่วยขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ ลดอาการจุกเสียด บำบัดโรคหอบหืด โรคไต โรคหลอดลมอักเสบ มีโพแทสเซียม ทำให้หลอดเลือดขยายตัวช่วยลดความดันโลหิตสูงได้ โดยไม่มีผลต่อหัวใจ นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ลดปริมาณอสุจิ ราก ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ รักษาโรค ปวดข้อ ใช้เป็นยาขับลม ยาระงับประสาท ยารักษาโรคหืดและหลอดลมอักเสบ


  คะน้า

ชื่อสามัญ : Kale
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Brassica albroglabra
ชื่ออื่น : จีนกวางตุ้งเรียกว่า ไก๋หลาน จีนแต้จิ๋วเรียกว่า กำหนำ
ฤดูกาล : คะน้าสามารถเจริญเตอบโตได้ทั้งปี และเจริญเติบโตได้ทุกสภาพอากาศ
แหล่งปลูก : ปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย

ถิ่นกำเนิด : แถบเมดิเตอร์เรเนียมตะวันออกชาวจีนเป็นผู้ริเริ่มนำผักคะน้าเข้ามาปลูกในประเทศไทย


   
           ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ 

          คะน้าเป็นพืชล้อลุก ตระกูลเดียวกับกะหล่ำ ลำต้นอวบชุ่มน้ำ ใบมีสีเขียวเข้ม คะน้าที่นิยมปลูกมี 2 ประเภท คือ คะน้าใบ และคะน้ายอด 


         สรรพคุณทางยา 

          คะน้ามีสารต้านอนุมูลอิสระ คือวิตามินซีและเบต้า-แคโรทีน ซึ่งร่างการจะเปล่ยนเป็นวิตามินเอที่มีผลต่อการบำรุงสายตา เสริมสร้างสุขภาพผิวพรรณและต้านทานการติดเชื้อ คะน้าให้โฟเลตและธาตุเหล็กสูง ซึ่งสารทั้งงสองชนิดนี้จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง



      มเขือพวง(กลาง)     ชื่อวิทยาศาสตร์  :  Solanum  torvum Sw.     วงศ์  :  SOLANACEAE
     ลักษณะทั่วไป  พรรณไม้พุ่มเตี้ย     ซื่อสามัญ  Plate brush egg plant
     ชื่อท้องถิ่น  มะเขือละคร หมากแค้ง มะแคว้งกูลัว มะแคว้งกูลา มะแว้ง มะแว้งช้าง รับจงกลมปอลอ ปอลือ เขือข้อย เขือพวง ลูกแว้ง
แว้งช้าง เขือเทศ ตะโกงลาโน จะเคาะค่ะ หมากแข้ง มะแขว้ง มะแข้งคม มะเขือป้าว (ภาคเหนือ) มะเขือฝรั่ง (กรุงเทพฯ)
มะเขือขาว มะเขือจานมะพร้าว มะเขือกระโปกแพะ มะเขือจาน(ภาคกลาง) สะกอวา ยั่งมูไล่(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), เกียจี้(จีน)



ลักษณะทางพฤกษศาสตร์     
                 มะเขือพวง เป็นวงศ์ของพืชพวกพริกและมะเขือต่าง ๆ นั่นเอง มะเขือพวงมีลักษณะพิเศษบางประการต่างจากมะเขือชนิดอื่น ๆ คือเป็นไม้พุ่มยืนต้นข้ามปี ไม่ใช่พืชล้มลุกเหมือนมะเขือ ชนิดอื่น ๆ นอกจากนั้นยังมีขนาดใหญ่โตกว่ามะเขือชนิดอื่น ๆ ด้วย เพราะมีทรงพุ่มสูงถึงกว่า 1 เมตร ขึ้นไปถึง
2 เมตร มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ที่สำคัญ ดังนี้     
            ราก
                ะเขือพวงจะมีระบบรากเป็นระบบรากฝอย  (Fibrous root system) ระบบรากฝอย   ซึ่งพบในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเป็นส่วนใหญ่ พืชใบเลี้ยงเดี่ยวเมื่องอกออกจากเมล็ด มีรากแก้วแต่รากแก้วจะสลายไป ประกอบด้วยรากที่มีขนาดใกล้เคียงกันจำนวนมาก ซึ่งรากดังกล่าวเจริญและพัฒนามาจากเซลล์ที่อยู่ปลายสุดของลำต้น ดังนั้นจึงอาจถูกเรียกว่า adventitious root ได้ด้วย รากฝอยบริเวณโคนรากมีขนาดใกล้เคียงกับปลายรากและมักจะมี การเจริญขนานไปกับพื้นดิน ซึ่งแตกต่างจากระบบรากแก้วที่มักเจริญลงด้านล่างลึกลงไปในดินเพื่อดูดน้ำและแร่ธาตุ ตัวอย่างพืชระบบรากฝอย ได้แก่ หญ้า  ข้าวโพด พริก มะเขือต่างๆ มะพร้าว เป็นต้น

             ลำต้น
              เป็นไม้พุ่มเล็กสูงประมาณ 1- 2 เมตร ลำต้นตั้งตรงมีขนนุ่มขึ้นปกคลุม ลำต้นและใบมีหนามสั้นเล็กๆ ห่างๆ ขึ้นทั่วไป แตกกิ่งก้านสาขามาก  ลำต้นช่วงอายุแรกปลูก - 6 เดือนจะมีสีเขียว เมื่ออายุมากขึ้นจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแกมเขียว



             ใบ
              ใบเป็นใบเดี่ยวรูปรีปลายใบแหลม  ใบมีลักษณะรูปไข่   การเรียงใบเป็นแบบเวียน  ขอบใบเป็นหยัก 6-8 หยัก  โคนใบเบี้ยว    
ใบกว้างประมาณ  5 - 15  เซนติเมตร    ยาวประมาณ  7 - 25  เซนติเมตร  ก้านใบยาว  4 - 8  เซนติเมตร หน้าใบ ผิวใบเรียบมีขนนุ่มเล็กน้อยหลังใบมีขนนุ่มปกคลุมทั่วใบมีหนามเล็กสั้นๆตามแนวเส้นใบ  เส้นใบเป็นแบบร่างแห 


              ดอก 
              ดอกออกเป็นกระจุกหรือเป็นพวงสีขาวออกตามง่ามใบและปลายกิ่ง ดอกสีขาวมีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ  กลีบ กลีบดอกสีขาวโคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด กลางดอกมีเกสรตัวผู้และตัวเมียสีเหลืองติดอยู่กับหลอดของกลีบดอก หรือเป็นดอกสมบูรณ์เพศ


             ผล     
             รูปร่างกลมเล็กเป็นพวงผิวเรียบเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ซม. ผลอ่อนสีเขียวขั้วผลมีกลีบเลี้ยงติดอยู่ ผลแก่สีเขียวเข้ม เมื่อสุกจะเป็นสีเหลืองหรือส้มแดง ภายในมีเมล็ดเล็กๆ จำนวนมากเมล็ดมีลักษณะกลมแบนสีขาวเมื่อแก่เป็นสีน้ำตาล

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

บรอกโคลี

บรอกโคลี หรือ กะหล่ำดอกอิตาลี (อังกฤษbroccoliอิตาลีbroccoli รูปพหูพจน์ของ broccolo) จัดอยู่ในผักตระกูลกะหล่ำ 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Brassica oleracea var. italica 
อยู่ในตระกูล Cruciferae บรอกโคลีเป็นผักที่ปลูกเพื่อ บริโภคส่วนของดอกอ่อน และก้าน
บรอกโคลี เป็นพืชผักเมืองหนาวมีถิ่นเดิมอยู่ทางตอนใต้ของยุโรปหรือแถว ๆ ประเทศอิตาลี เริ่มมีมาก และนำเข้ามาปลูกในประเทศไทย โดยในระยะแรก ๆ ทำการปลูกทางแถบภาคเหนือ ซึ่งผลผลิตมีน้อย ราคาในช่วงนั้นจึงค่อนข้างแพง เนื่องจากเป็นของแปลกใหม่และมีได้เฉพาะฤดูหนาวเท่านั้น แต่ในปัจจุบันได้มีการปรับปรุงพันธุ์ให้ทนร้อนได้มากขึ้น ในช่วงฤดูการผลิตจึงสามารถปลูกในภาคอื่นได้เหมือนกัน แต่สำหรับนอกฤดูนั้นปลูกได้เฉพาะทางภาคเหนือที่มีอากาศเย็นบางเขตเท่านั้น
แหล่งที่ปลูกบรอกโคลีกันมาก ได้แก่ เพชรบูรณ์ กรุงเทพฯ กาญจนบุรี ช่วงที่เหมาะสมคือ เดือนตุลาคม - มกราคม อุณหภูมิที่ชอบประมาณ 18 - 27 องศาเซลเซียส







 ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

        ต้นบร็อคโคลี่ มีลักษณะเป็นทรงพุ่มใหญ่เก้งก้าง ลำต้นใหญ่และอวบ ลักษณะของดอกมีขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 16 เซนติเมตร จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มช่อหนาแน่นมีสีเขียวเข้ม ส่วนลักษณะของใบจะกว้างมีสีเขียวเข้มออกเทา ริมขอบใบหยัก ตามปกติแล้วเราจะนิยมบริโภคในส่วนที่เป็นดอกและในส่วนของลำต้นจะนิยมรองลงมา แต่คุณค่าทางอาหารกลับมีอยู่มากในส่วนของลำต้น ดังนั้นการรับประทานทั้งสองส่วน ร่างกายก็จะได้รับประโยชน์อย่างสูงสุดนั่นเองจากการศึกษาวิจัยของมหาลัยอิลลินอยส์พบว่าการรับประทานบร็อคโคลี่ โดยเฉพาะหน่อหรือต้นอ่อนของบร็อคโคลี่นั่น เมื่อรับประทานร่วมกับ ต้นอ่อนของบร็อคโคลี่จะช่วยต่อต้านโรคมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า ! เนื่องจากในหน่อหรือต้นอ่อนบร็อคโคลี่นั้นมีเอนไซม์ไมโรซิเนส (Myrosinase) จะมีปริมาณมากกว่าต้นบร็อคโคลี่ที่โตแล้ว ซึ่งการรับประทานบร็อคโคลี่เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจะต้องไม่ผ่านกรรมวิธีการปรุงอาหารที่มีระยะเวลานานจนเกินไป เพราะจะไปทำลายเอนไซม์ไมโรซิเนสและซัลโฟราเฟนได้

สรรพคุณทางยา
1. ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
2. ช่วยบำรุงผิวพรรณ เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวหนัง ช่วยชะลอผิวพรรณไม่ให้เหี่ยวย่น ทำให้ดูอ่อนเยาว์ตลอดเวลา (ซีลีเนียม)
3. ช่วยบำรุงและรักษาสายตา ป้องกันการเกิดต้อกระจก
4. ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุน เรื่องจากบร็อคโคลี่เป็นผักที่มีแคลเซียมสูง
5. ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่างๆ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งผิวหนัง มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยสามารถ
6. ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระที่จะเข้าไปทำลายเซลล์และทำลาย DNA ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง
7. ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก
8. ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ
9. ผักในตระกูลกะหล่ำ มีความสัมพันธ์กับการช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะหัวใจวาย และโรคหลอดเลือดสมองได้ (Strokes)
10. ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง
11. ช่วยทำให้หลอดเลือดแข็งแรงยิ่งขึ้น
12. ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคปอดร้ายแรง จากงานวิจัยของ ดร.ชีแอม บิสวัล (วิทยาลัยแพทยศาสตร์จอห์นส ฮอฟกินส์ USA) พบว่าสารในบร็อคโคลี่อาจช่วยยับยั้งการทำลายที่นำไปสู่ไปการเป็นโรคปอดร้ายแรง หรือที่เรียกว่าโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้ (Chronic Obsructive Pulmonary Disease หรือ COPD) โดยโรค COPD มักมีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ โดยสารซัลโฟราเฟนในบร็อคโคลี่จะช่วยส่งเสริมให้ยีน NRF2 ในเซลล์ปอดเกิดกิจกรรมเพิ่มขึ้น จึงช่วยป้องกันเซลล์ดังกล่าวไม่ให้ถูกทำลายจากสารพิษต่างๆในกลุ่มผู้สูบบุหรี่ได้ และผู้ป่วย COPD ระยะก้าวหน้าจะมีการทำกิจกรรมกับยีน NRF2 ในระดับต่ำกว่ากลุ่มอื่น โดยยีนดังกล่าวจะทำหน้าที่เปิดให้กลไกหลายอย่างเพื่อขับพิษและสารก่อพิษต่างๆทำงาน เพื่อไม่ให้สารพิษทำลายเซลล์ปอด
13. ช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน
14. สารซัลโฟราเฟนสามารถช่วยป้องกันการทำลายของหลอดเลือดที่เกิดจากโรคเบาหวานได้มีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล
15. ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยคิง คอลเลจ ลอนดอน ระบุว่ามีเพียงผักผลไม้ 5 ชนิดเท่านั้นที่มีารประกอบที่ทำหน้าที่คล้ายยาที่ใช้รักษาโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งได้แก่ บร็อคโคลี่ ส้ม แอปเปิ้ล หัวไชเท้า และมันฝรั่ง โดยบร็อคโคลี่นั้นเป็นผักที่มีสารดังกล่าวมากที่สุด
16. ช่วยป้องกันความผิดปกติของเด็กแรกเกิด
17. ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันเนื่องจากบร็อคโคลี่มีวิตามินซีที่สูงมาก
18. บร็อคโคลี่มีส่วนช่วยลดความถี่ของอาการไมเกรนลง เนื่องจากเป็นผักที่มีแมกนีเซียมสูง
19. สารซัลโฟราเฟนในบร็อคโคลี่ เป็นตัวช่วยทำให้ตับขับสารพิษในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบร็อคโคลี่ต้นอ่อนที่มีอายุเพียง 3 วัน
20. ช่วยในการขับถ่าย ป้องกันโรคท้องผูก
21. บร็อคโคลี่มีสารเคอร์เซทิน (Quercetin) ซึ่งเป็นตัวช่วยเพิ่มความอึด แรงดี ออกกำลังได้นานขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคหอบหืด ภูมิแพ้ มะเร็ง โรคหัวใจได้อีกด้วย
22. การรับประทานบร็อคโคลี่จะช่วยป้องกันและลดการลุกลามของโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีแนวโน้มการแข่งตัวอย่างรวดเร็ว (งานวิจัยของคุณหมอ Steven Schwartz มหาวิทยาลัย Ohio State University เมือง Columbus)
23. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไขข้อ
24. บร็อกโคลี่มีโฟเลตสูง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับหญิงตั้งครรภ์ในระยะเริ่มแรก เพราะช่วยลดความเสี่ยงจากการพิการทางสมองของเด็กรารก